สวัสดีปีใหม่ทุกท่านค่ะ
ในประเทศไทยมักไม่ค่อยมีธรรมเนียมการเฉลิมฉลองกันในวันที่ 1 มกราคม
แต่ประเทศญี่ปุ่นจะให้ความสำคัญมากที่สุดกับวันปีใหม่ในวันที่ 1 มกราคมของทุกปี
อาจด้วยเพราะเหตุนี้ จวบจนกระทั่งตอนนี้ที่ดิฉันอาศัยอยู่ในประเทศไทยมาแล้ว 26 ปี
พอได้ยินคำว่า “ปีใหม่” ก็ยังรู้สึกถึงความพิเศษเกินกว่าที่จะบรรยายออกมาได้
ทุกปีดิฉันจะตั้งเป้าหมายส่วนตัวไว้ในช่วงปลายปี
บริษัทเองจะกำหนดเป้าหมายขึ้นในการประชุมกลยุทธ์ทางธุรกิจ
ในเดือนเมษายนตามปีงบประมาณของบริษัท
เนื่องจากทำเป็น Board และมักจะมองเห็นได้ตลอดเวลา จึงเรียกว่า “Vision Board”
ดิฉันเองก็ทำ Vision Board นี้ไว้ที่หน้าแรกสุดของสมุดบันทึกตารางงานที่พกติดตัวอยู่เสมอ
เป้าหมายอันแน่วแน่ประจำปีนี้ของดิฉัน คือ “การแปลงโฉม (Transformation)”

ดิฉันขอเล่าถึงที่มาว่าทำไมถึงมีการตั้งเป้าหมายเรื่อง “การแปลงโฉม (Transformation)” ค่ะ
เดิมทีดิฉันสนใจเรื่องการดูแลสุขภาพและความงามเป็นอย่างมากมาโดยตลอด
รวมถึงใช้เวลาและเงินไปกับสิ่งเหล่านี้
ในส่วนของการออกกำลังกาย ดิฉันเป็นสมาชิกยิมออกกำลังกายโดยมีการจ้างเทรนเนอร์ส่วนตัว
และได้รับการดูแลร่างกายโดยผู้เชี่ยวชาญทุกสัปดาห์
รวมถึงได้รับคำแนะนำเกี่ยวกับอาหารด้วย
นั่นเพราะดิฉันเชื่อว่า หากสุขภาพร่างกายไม่ดีและไม่แข็งแรง
เราจะไม่สามารถทำอะไรได้เลย อีกทั้งหากทำลายสุขภาพร่างกาย
จะเป็นการสร้างภาระให้แก่ผู้คนรอบข้าง
ด้วยเหตุนี้ ดิฉันจึงใส่ใจเรื่องสุขภาพของตัวเอง
แต่เมื่อปลายเดือนกรกฎาคม 2564 ดิฉันติดเชื้อไวรัสโคโรนา
และจำเป็นต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลเป็นเวลา 11 วัน รวมถึงกักตัวอยู่ที่บ้านเป็นเวลา 3 สัปดาห์
ยิ่งไปกว่านั้น ดิฉันยังเป็นคนแรกในบริษัทที่ติดเชื้อไวรัสโคโรนา
กลับกลายเป็นว่าดิฉัน “สร้างภาระ” ให้แก่ทุกคนภายในบริษัทซึ่งเป็นสิ่งที่ดิฉันรู้สึกเกลียดมากที่สุด
ทำไมถึงเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นทั้ง ๆ ที่ดิฉันเอาใจใส่สุขภาพร่างกายของตัวเอง
ดิฉันคิดมากเกี่ยวกับเรื่องนี้และได้วิเคราะห์ถึงสาเหตุต่าง ๆ ด้วยตนเอง
หลังจากออกจากโรงพยาบาล จึงปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ
แล้วหันมาให้ความสำคัญเรื่องการรับประทานอาหาร
และเริ่มออกกำลังกายอย่างจริงจังมากขึ้น
แต่สุขภาพร่างกายของดิฉันกลับแย่ลงเรื่อย ๆ
ร่างกายมักจะปวดเมื่อยและมีอาการบวมอยู่เสมอ รวมถึงมีรอยคล้ำใต้ตา
ในเดือนมกราคม 2566 ดิฉันมีน้ำหนัก 65 กิโลกรัม และมีไขมันในร่างกาย 33%
เสื้อที่ใส่มาตลอดกลับคับมากขึ้น
พอมองดูตัวเองแล้ว รู้สึกว่าน่าเกลียดมากขึ้นเรื่อย ๆ
ความรู้สึกยอมรับในคุณค่าของตัวเองก็ลดลงจนน่าประหลาดใจ
นอกจากนี้ จากการเข้ารับการตรวจสุขภาพเมื่อวันที่ 3 มกราคม 2566
ตรวจพบว่ามี “ภาวะไขมันพอกตับเล็กน้อย”
ทั้ง ๆ ที่ดิฉันไม่ดื่มแอลกอฮอล์และเอาใจใส่เรื่องการรับประทานอาหารเป็นอย่างดีแท้ ๆ …
ดิฉันปฏิญาณอย่างหนักแน่นว่าจะไม่ยอมปล่อยให้เป็นแบบนี้ต่อไป!
ไม่อยากใช้ชีวิตด้วยร่างกายแบบนี้!
ดังนั้นจึงตัดสินใจว่าจะ “ตั้งใจลดน้ำหนัก!”
อันดับแรก ดิฉันเริ่ม “การกินอาหารแบบจำกัดช่วงเวลา (Fasting)”
ภายใต้คำแนะนำของผู้เชี่ยวชาญมาตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2566
ในกรณีของดิฉัน เป็นการงดอาหารเช้าและรับประทานอาหาร 2 มื้อต่อวัน
ซึ่งเป็นวิธี “การปล่อยให้ท้องว่างเป็นเวลา 16 ชั่วโมงต่อวัน”
ซึ่งวิธีที่ทำกันโดยทั่วไปจะเป็นการงดอาหารเช้า
นอกเหนือจากนี้ก็ไม่มีข้อจำกัดอื่น ๆ
แต่ดิฉันได้รับคำแนะนำว่าไม่ควรรับประทานคาร์โบไฮเดรต
ตลอดระยะเวลา 3 เดือนที่ใช้วิธีดังกล่าว น้ำหนักของดิฉันลดลงจาก 65 กิโลกรัม
เหลือ 62 กิโลกรัม ส่วนไขมันในร่างกายลดลงจาก 33% เหลือ 31%
โดยทั่วไปแล้ว ไขมันในร่างกาย 1% มีค่าเท่ากับ 1 กิโลกรัม
อย่างไรก็ตาม สุขภาพร่างยังคงไม่สมบูรณ์และยังคงมีรอยคล้ำใต้ตาอยู่เช่นเดิม
มีคำกล่าวที่ว่า
ดิฉันเชื่อว่าทุกท่านเองก็เคยได้ยินคำแนะนำเหล่านี้
ดิฉันเองได้ลงมือปฏิบัติตามคำแนะนำต่าง ๆ ตามที่กล่าวมาข้างต้นแล้ว
บางทีเรื่องที่ดิฉันคิดว่าถูกต้อง แท้จริงแล้วอาจไม่เป็นเช่นนั้น
จึงเริ่มมีข้อสงสัยเกิดขึ้น
ในเดือนกันยายน 2566 ดิฉันตัดสินใจเข้าร่วมกลุ่มการเรียนรู้สัปดาห์ละ 3 ครั้งเพื่อศึกษาเรียนรู้เกี่ยวกับร่างกาย
ซึ่งดิฉันจะขอข้ามรายละเอียดและทฤษฎีไป แต่เรื่องที่ได้เรียนรู้มาคร่าว ๆ มีดังนี้
ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการรับประทานอาหารโดยเน้นคาร์โบไฮเดรตเป็นหลัก
กลับกลายเป็นว่า
เรื่องนี้สวนทางกับสิ่งที่ปฏิบัติมาตลอดโดยสิ้นเชิง
ในกรณีของดิฉัน พบว่ามีการพัฒนากล้ามเนื้อมากเกินความจำเป็น
และกล้ามเนื้อเหล่านั้นเป็นกล้ามเนื้อที่มีเลือดไหลเวียนได้ไม่ดี
จึงส่งผลให้ร่างกายไม่สามารถเผาผลาญไขมันได้
สิ่งเหล่านี้สามารถวิเคราะห์ได้จากตัวเลขบนเครื่องชั่งน้ำหนักวัดไขมันและองค์ประกอบอื่น ๆ ในร่างกาย

ดิฉันจึงเปลี่ยนการรับประทานอาหารไปโดยสิ้นเชิง

ดิฉันปรับเปลี่ยนพฤติกรรมจากที่ไม่ค่อยรับประทานคาร์โบไฮเดรต
เพราะคิดว่าเป็นสาเหตุที่ทำให้อ้วนมาเป็นการควบคุมการรับประทานอาหาร
โดยเน้นคาร์โบไฮเดรตเป็นหลักตามที่แสดงในภาพถ่าย
จากนี้ ดิฉันจะแสดงให้เห็นว่าร่างกายของดิฉันเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร
ตารางด้านล่างแสดงให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงของสัดส่วนไขมันในร่างกาย
ตั้งแต่วันที่ 3 กันยายน 2566 – วันที่ 12 ธันวาคม 2566

ณ เดือนกันยายน 2566 มีสัดส่วนไขมันในร่างกายอยู่ที่ 32%
แต่ ณ เดือนธันวาคม 2566 ลดลงจนเหลือ 26.40%
น้ำหนัก ณ เดือนกันยายน อยู่ที่ 62 กิโลกรัม
แต่ ณ เดือนธันวาคมลดลงเหลือ 55.6 กิโลกรัม
ไม่เพียงแต่น้ำหนักที่ลดลง แต่อาจเรียกได้ว่ามีผลพลอยได้อื่น ๆ
ตามมาอีกด้วย…ทั้งสุขภาพร่างกายดีขึ้นและอาการบวมก็หายไป
คนรอบข้างจำนวนมากต่างบอกว่าผิวของดิฉันขาวขึ้น
ดิฉันคิดว่าอาจเป็นเพราะการไหลเวียนของเลือดที่ดีขึ้น

ตอนแรกดิฉันเริ่มควบคุมอาหารด้วยความตั้งใจที่อยากจะลดน้ำหนัก
แต่เมื่อลองปฏิบัติดูแล้ว ทัศนคติของดิฉันก็เปลี่ยนไปเป็น
“อยากจะเปลี่ยนแปลงสภาพร่างกายของตัวเองและมีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรง”
ดังนั้น ดิฉันจึงตั้งเป้าหมายประจำปี 2566 โดยใช้ Vision Board
ตามที่ได้กล่าวไปแล้วในตอนต้น
เป้าหมายประจำปีนี้ของดิฉัน คือ “การแปลงโฉม (Transformation)”
สมองของเราเข้าใจและวิเคราะห์สิ่งต่าง ๆ ผ่านประสาทสัมผัสทั้งห้า
แต่ในบรรดาประสาทสัมผัสเหล่านี้ “การมองเห็น” นั้นมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่ง
นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ดิฉันแนบภาพถ่ายมาด้วย
เมื่อพิจารณาถึงโครงร่างและส่วนสูงของดิฉัน
หากมีการปรับสภาพร่างกายได้สำเร็จจนมีสุขภาพร่างกายแข็งแรง
จะมีความเป็นไปได้สูงที่จะพัฒนากล้ามเนื้อได้แบบเดียวกับผู้หญิงในภาพถ่าย
ว่ากันว่า “สิ่งต่าง ๆ จะกลายเป็นจริงได้” เมื่อมีการขับเคลื่อนด้วย “ความรู้สึก”
ทุกท่านเองก็น่าจะมีเรื่องราวต่าง ๆ
ที่ยังคงตราตรึงอยู่ในความทรงจำซึ่งขับเคลื่อนด้วยความรู้สึกต่าง ๆ เช่น “สนุก” “สุขใจ” “เจ็บปวด” และ “เศร้าใจ”
ดิฉันได้จดบันทึกถึงสิ่งที่จะทำเมื่อมีร่างกายแบบนี้
รวมถึงสิ่งที่ดิฉันคิดและรู้สึกกับร่างกายนี้ไว้บน Vision Board
ไม่รู้ว่าทำไมพอมองดูภาพถ่ายนี้แล้ว ในตอนที่จดบันทึกถึงความรู้สึกและสิ่งที่อยากทำ
ดิฉันรู้สึกว่าได้มีร่างกายในแบบที่ต้องการแล้ว และสัมผัสถึงความสุขที่เกิดขึ้นมาได้เอง

การรับประทานอาหารเพียงอย่างเดียวไม่ได้ทำให้มีร่างกายเช่นนี้ได้
แน่นอนว่าจำเป็นต้องออกกำลังกายอย่างเหมาะสมด้วย
ด้วยเหตุนี้ ดิฉันจึงนึกภาพของตัวเองที่ “แปลงโฉม” ได้สำเร็จในวันที่ 31 ธันวาคม 2567
และเชื่อมั่นว่าเรื่องนั้นเกิดขึ้นจริง และใช้เวลาในแต่ละวันตามความรู้สึกเหล่านั้น
ทุกท่านเองอาจลองตั้งเป้าหมายโดยใช้ Vision Board ดูได้นะคะ
ดิฉันหวังว่า Essay ของวันนี้จะเป็นประโยชน์สำหรับทุกท่านไม่มากก็น้อยค่ะ


