สวัสดีค่ะทุกท่าน
วันนี้ดิฉันจะเขียนเกี่ยวกับความรู้สึกว่า “ลองทำดู” และ “ความสำคัญของการลงมือทำ”
ในชีวิตประจำวัน เราอาจได้พบเจอกับเรื่องราวใหม่ๆ ไม่ว่าจะโดยตั้งใจหรือไม่ได้ตั้งใจก็ตาม
ซึ่งเมื่อคนเราอายุมากขึ้นก็มักจะวิตกกังวลเวลาที่ต้องเจอประสบการณ์ใหม่ๆ
ว่าถ้าผิดจะทำอย่างไร ไม่เคยทำมาก่อน
และไม่แน่ใจว่าจะทำได้หรือเปล่า…เป็นต้น โดยมีเหตุให้ต้องกังวลต่างๆ นาๆ
แต่ดิฉันคิดว่าถ้าไม่มีความคิดที่จะลองทำดูและลงมือทำ
การพัฒนาคนและสังคมก็จะไม่เกิดขึ้น
เพราะเราอาจไม่ทราบถึงผลลัพธ์ที่ได้จากสิ่งนั้น
หากไม่มีความคิดที่จะลองทำดูและลงมือทำ
ก็เป็นที่น่าเสียดายที่คนและสังคมจะถดถอยลง เพราะไม่มีการเติบโต
เหมือนที่ประวัติศาสตร์กล่าวไว้ว่ายิ่งเป็นสังคมอนุรักษ์นิยม ก็จะยิ่งถดถอย
อย่างไฟฟ้าที่เราใช้กันอยู่ทุกวันนี้ก็เป็นผลที่ได้จากความคิดว่า “ลองทำดู” ของคนๆ หนึ่ง เช่น
เราทราบกันดีว่า Edison เป็นผู้ประดิษฐ์หลอดไฟ ซึ่งเขาได้ทิ้งคำคมที่มีชื่อเสียงไว้มากมาย เช่น
นี่เป็นคำพูดที่เขากล่าวไว้
เช่นเดียวกับที่ดิฉันบริหารบริษัท บริษัทที่ไม่มีคำว่า “ลองทำดู” ดิฉันคิดว่า “บริษัทนี้อาจไปต่อไม่ได้”
แม้ว่าจะมีสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ แต่ถ้าไม่ลงมือทำก็จะไม่เข้าใจ
เมื่อคิดถึงการพัฒนาบุคลากรและบริษัท
ดิฉันจึงอยากให้ความสำคัญต่อปัญหาที่เกิดขึ้นจากการลงมือทำมากกว่าผลที่ได้จากการไม่ลงมือทำ
เวลาเปรียบเทียบคนที่ลงมือทำอย่างต่อเนื่องกับคนที่ไม่ทำอะไรเลย “ประสบการณ์ของคนที่ลงมือทำ”
ย่อมมีคุณค่ามากกว่า
เมื่อเราจะเริ่มต้นทำสิ่งใหม่ๆ แน่นอนว่าต้องรู้สึกกลัว แต่ใครๆ ก็ต้องมี “ครั้งแรก”
แม้ว่าในตอนนี้จะไม่ทำและปล่อยให้ผ่านเลยไป แต่ก็จะต้องเจอสถานการณ์เดิมซ้ำอีก
ความรู้สึกว่า “ลองทำดูและการลงมือทำ” จึงเป็นปัจจัยสำคัญเพื่อสีสันของชีวิต
ดิฉันหวังว่าเรื่องนี้จะเป็นประโยชน์ต่อทุกท่านนะคะ


