หน้าแรก บล็อก

การท้าทายคือการค้นพบตัวตนใหม่

0

สวัสดีค่ะทุกท่าน

Essay ในครั้งนี้คือ “การท้าทายคือการค้นพบตัวตนใหม่”

 

ถ้าได้ยินคำว่า “ท้าทาย” ทุกท่านนึกถึงอะไรบ้างคะ

อาจนึกไปถึงเรื่องใหญ่ๆ หรือเหตุการณ์สำคัญๆ

แต่การเริ่มลงมือเปลี่ยนแปลงตัวเองในปัจจุบันแม้เพียงเล็กน้อย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเล็กหรือใหญ่ก็ถือว่าเป็นการ “ท้าทาย” ค่ะ

 

ในครั้งที่แล้ว ดิฉันเขียน Essay เกี่ยวกับ “การทำ Vision Board – เป้าหมายประจำปีนี้ คือ “การแปลงโฉม (Transformation)”

https://tjprannarai.co.th/main/20240113/

 

นี่คือการท้าทายของดิฉันค่ะ

ดิฉันเคยเล่าถึงที่มาที่ไปและเป้าหมายในการลดน้ำหนักของดิฉันแล้ว ดิฉันได้เรียนรู้สิ่งที่ไม่เคยรู้มาก่อนเกี่ยวกับตัวเองผ่านการลดน้ำหนัก

ดิฉันรู้สึกประหลาดใจที่แม้จะเป็นเรื่องของตัวเอง แต่กลับไม่รู้จักร่างกายของตัวเอง

 

ก่อนหน้านี้สถานการณ์ของดิฉันคืออัตราไขมันในร่างกายคงอยู่ที่ 27% โดยไม่มีการเปลี่ยนแปลง ซึ่งเป็นที่ทราบกันว่าเป็นช่วงน้ำหนักนิ่ง

สาเหตุจะเป็นการออกกำลังกายหรือการรับประทานอาหารก็ไม่ทราบ จึงลองผิดลองถูก แต่ในที่สุดดิฉันก็รู้สาเหตุ

นั่นคือ…… “การหายใจ”

ถ้าคนเราไม่หายใจก็อยู่ไม่ได้ แต่ดิฉันเพิ่งรู้ว่าวิธีหายใจของดิฉันเป็นการหายใจที่ทำให้ลดน้ำหนักได้ยาก

 

วิธีหายใจมี 2 แบบ คือ การหายใจด้วยกล้ามเนื้อซี่โครงซึ่งให้อากาศเข้าไปในอก และการหายใจด้วยการใช้กล้ามเนื้อกระบังลมซึ่งให้อากาศเข้าไปในท้อง

การหายใจด้วยกล้ามเนื้อซี่โครงนั้นเมื่อสูดอากาศแล้วอกจะขยาย

ส่วนการหายใจด้วยการใช้กล้ามเนื้อกระบังลมนั้นเมื่อสูดอากาศแล้วท้องจะขยาย

 

ในความเป็นจริง การลดน้ำหนักจะมีความเกี่ยวข้องเป็นอย่างมากกับอัตราการเผาผลาญพลังงานขั้นพื้นฐาน (BMR)

ถ้าตอนที่หายใจ เราไม่ใช้กล้ามเนื้อแกนกลาง (Core Muscles) ซึ่งอยู่ในท้องโดยการหายใจด้วยกล้ามเนื้อซี่โครง จะส่งผลให้ BMR ไม่เพิ่มขึ้น

ซึ่งการหายใจด้วยกล้ามเนื้อซี่โครงโดยใช้กล้ามเนื้อแกนกลางจะทำให้ BMR เพิ่มขึ้น 40%

 

ในกรณีของดิฉันคือการหายใจด้วยการใช้กล้ามเนื้อกระบังลมโดยที่ไม่รู้ตัว ส่งผลให้อากาศไม่เข้าอก จึงทำให้กล้ามเนื้อบริเวณอกแข็งและกล้ามเนื้อไม่ทำงาน = ทำให้อัตราการเผาผลาญพลังงาน (BMR) ไม่เพิ่มขึ้น

 

ดังนั้น ในตอนนี้ดิฉันจึงกำลังฝึกการหายใจด้วยกล้ามเนื้อซี่โดรงอยู่ค่ะ

การฝึกการหายใจนั้นเป็นเรื่องแปลกไหมคะ

แต่สำหรับดิฉันแล้วถือเป็นสิ่งที่จำเป็นค่ะ

 

ดิฉันได้รู้จักวิธีการหายใจของตัวเองผ่านการลดน้ำหนัก ด้วยเหตุผลนี้ ปัจจุบันดิฉันจึงกำลังท้าทายวิธีการหายใจอยู่ค่ะ

ถ้าทำได้แล้วดิฉันอาจมีร่างกายที่เบิร์นไขมันได้ง่ายขึ้น

เป้าหมาย คือ ตอนที่ตื่นนอน แม้จะไม่รู้ตัว ก็ต้องหายใจด้วยกล้ามเนื้อซี่โครงอยู่ตลอดเวลา

 

หลังจากการพิจารณาผลลัพธ์ จะมีผลลัพธ์เพียง 2 อย่างดังต่อไปนี้

  1. ความสำเร็จ
  2. Feed back

 

ทุกท่านน่าจะรู้อยู่แล้วว่า จะไม่ถือว่ามี “ความผิดพลาด” เกิดขึ้น เมื่อได้ลงมือทำ

 

ถ้าท้าทายอะไรแล้วผลลัพธ์ที่ได้คือความสำเร็จก็เป็นเรื่องที่น่ายินดี

แต่ถ้าไม่สำเร็จ…สิ่งเหล่านั้นไม่ใช่ความผิดพลาด ขอเพียงแค่มี Feed back และได้ค้นพบว่านั่นไม่ใช่วิธีที่ถูกต้องเท่านั้นก็เพียงพอแล้วค่ะ

 

ขอให้ทุกท่านทบทวนตัวเอง แล้วลองท้าทายอะไรก็ได้ แม้ว่าจะเป็นสิ่งเล็กๆ แล้วผลลัพธ์ของการท้าทายนั้นอาจจะทำให้ได้เจอกับสิ่งที่เราไม่เคยรู้มาก่อนเกี่ยวกับตัวเองก็ได้นะคะ

 

ดิฉันหวังว่า Essay ของวันนี้จะเป็นประโยชน์สำหรับทุกท่านไม่มากก็น้อยค่ะ

 

การทำ Vision Board – เป้าหมายประจำปีนี้ คือ “การแปลงโฉม (Transformation)”

0

สวัสดีปีใหม่ทุกท่านค่ะ

ในประเทศไทยมักไม่ค่อยมีธรรมเนียมการเฉลิมฉลองกันในวันที่ 1 มกราคม แต่ประเทศญี่ปุ่นจะให้ความสำคัญมากที่สุดกับวันปีใหม่ในวันที่ 1 มกราคมของทุกปี อาจด้วยเพราะเหตุนี้ จวบจนกระทั่งตอนนี้ที่ดิฉันอาศัยอยู่ในประเทศไทยมาแล้ว 26 ปี พอได้ยินคำว่า “ปีใหม่” ก็ยังรู้สึกถึงความพิเศษเกินกว่าที่จะบรรยายออกมาได้

 

ทุกปีดิฉันจะตั้งเป้าหมายส่วนตัวไว้ในช่วงปลายปี บริษัทเองจะกำหนดเป้าหมายขึ้นในการประชุมกลยุทธ์ทางธุรกิจในเดือนเมษายนตามปีงบประมาณของบริษัท

เนื่องจากทำเป็น Board และมักจะมองเห็นได้ตลอดเวลา จึงเรียกว่า “Vision Board”

ดิฉันเองก็ทำ Vision Board นี้ไว้ที่หน้าแรกสุดของสมุดบันทึกตารางงานที่พกติดตัวอยู่เสมอ

 

เป้าหมายอันแน่วแน่ประจำปีนี้ของดิฉัน คือ “การแปลงโฉม (Transformation)”

(เป้าหมายประจำปี 2024 ของดิฉัน)

 

ดิฉันขอเล่าถึงที่มาว่าทำไมถึงมีการตั้งเป้าหมายเรื่อง “การแปลงโฉม (Transformation)” ค่ะ

 

เดิมทีดิฉันสนใจเรื่องการดูแลสุขภาพและความงามเป็นอย่างมากมาโดยตลอด รวมถึงใช้เวลาและเงินไปกับสิ่งเหล่านี้

ในส่วนของการออกกำลังกาย ดิฉันเป็นสมาชิกยิมออกกำลังกายโดยมีการจ้างเทรนเนอร์ส่วนตัว และได้รับการดูแลร่างกายโดยผู้เชี่ยวชาญทุกสัปดาห์

รวมถึงได้รับคำแนะนำเกี่ยวกับอาหารด้วย

 

นั่นเพราะดิฉันเชื่อว่า หากสุขภาพร่างกายไม่ดีและไม่แข็งแรง เราจะไม่สามารถทำอะไรได้เลย อีกทั้งหากทำลายสุขภาพร่างกาย จะเป็นการสร้างภาระให้แก่ผู้คนรอบข้าง

ด้วยเหตุนี้ ดิฉันจึงใส่ใจเรื่องสุขภาพของตัวเอง แต่เมื่อปลายเดือนกรกฎาคม 2564 ดิฉันติดเชื้อไวรัสโคโรนาและจำเป็นต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลเป็นเวลา 11 วัน รวมถึงกักตัวอยู่ที่บ้านเป็นเวลา 3 สัปดาห์

ยิ่งไปกว่านั้น ดิฉันยังเป็นคนแรกในบริษัทที่ติดเชื้อไวรัสโคโรนา

กลับกลายเป็นว่าดิฉัน “สร้างภาระ” ให้แก่ทุกคนภายในบริษัทซึ่งเป็นสิ่งที่ดิฉันรู้สึกเกลียดมากที่สุด

 

ทำไมถึงเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นทั้ง ๆ ที่ดิฉันเอาใจใส่สุขภาพร่างกายของตัวเอง

ดิฉันคิดมากเกี่ยวกับเรื่องนี้และได้วิเคราะห์ถึงสาเหตุต่าง ๆ ด้วยตนเอง หลังจากออกจากโรงพยาบาล จึงปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ แล้วหันมาให้ความสำคัญเรื่องการรับประทานอาหาร และเริ่มออกกำลังกายอย่างจริงจังมากขึ้น

 

แต่สุขภาพร่างกายของดิฉันกลับแย่ลงเรื่อย ๆ

ร่างกายมักจะปวดเมื่อยและมีอาการบวมอยู่เสมอ รวมถึงมีรอยคล้ำใต้ตา

ในเดือนมกราคม 2566 ดิฉันมีน้ำหนัก 65 กิโลกรัม และมีไขมันในร่างกาย 33%

เสื้อที่ใส่มาตลอดกลับคับมากขึ้น

พอมองดูตัวเองแล้ว รู้สึกว่าน่าเกลียดมากขึ้นเรื่อย ๆ ความรู้สึกยอมรับในคุณค่าของตัวเองก็ลดลงจนน่าประหลาดใจ

นอกจากนี้ จากการเข้ารับการตรวจสุขภาพเมื่อวันที่ 3 มกราคม 2566 ตรวจพบว่ามี “ภาวะไขมันพอกตับเล็กน้อย”

ทั้ง ๆ ที่ดิฉันไม่ดื่มแอลกอฮอล์และเอาใจใส่เรื่องการรับประทานอาหารเป็นอย่างดีแท้ ๆ …

 

ดิฉันปฏิญาณอย่างหนักแน่นว่าจะไม่ยอมปล่อยให้เป็นแบบนี้ต่อไป! ไม่อยากใช้ชีวิตด้วยร่างกายแบบนี้!

ดังนั้นจึงตัดสินใจว่าจะ “ตั้งใจลดน้ำหนัก!”

 

อันดับแรก ดิฉันเริ่ม “การกินอาหารแบบจำกัดช่วงเวลา (Fasting)” ภายใต้คำแนะนำของผู้เชี่ยวชาญมาตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2566

ในกรณีของดิฉัน เป็นการงดอาหารเช้าและรับประทานอาหาร 2 มื้อต่อวัน ซึ่งเป็นวิธี “การปล่อยให้ท้องว่างเป็นเวลา 16 ชั่วโมงต่อวัน”

ซึ่งวิธีที่ทำกันโดยทั่วไปจะเป็นการงดอาหารเช้า

นอกเหนือจากนี้ก็ไม่มีข้อจำกัดอื่น ๆ แต่ดิฉันได้รับคำแนะนำว่าไม่ควรรับประทานคาร์โบไฮเดรต

ตลอดระยะเวลา 3 เดือนที่ใช้วิธีดังกล่าว น้ำหนักของดิฉันลดลงจาก 65 กิโลกรัม เหลือ 62 กิโลกรัม ส่วนไขมันในร่างกายลดลงจาก 33% เหลือ 31%

โดยทั่วไปแล้ว ไขมันในร่างกาย 1% มีค่าเท่ากับ 1 กิโลกรัม

อย่างไรก็ตาม สุขภาพร่างยังคงไม่สมบูรณ์และยังคงมีรอยคล้ำใต้ตาอยู่เช่นเดิม

 

มีคำกล่าวที่ว่า

  • หากต้องการสร้างกล้ามเนื้อ ให้รับประทานโปรตีน
  • รับประทานอาหารให้ครบ 3 มื้อต่อวัน
  • หลีกเลี่ยงคาร์โบไฮเดรตเพราะทำให้อ้วน

 

ดิฉันเชื่อว่าทุกท่านเองก็เคยได้ยินคำแนะนำเหล่านี้

ดิฉันเองได้ลงมือปฏิบัติตามคำแนะนำต่าง ๆ ตามที่กล่าวมาข้างต้นแล้ว

 

บางทีเรื่องที่ดิฉันคิดว่าถูกต้อง แท้จริงแล้วอาจไม่เป็นเช่นนั้น

จึงเริ่มมีข้อสงสัยเกิดขึ้น

 

ในเดือนกันยายน 2566 ดิฉันตัดสินใจเข้าร่วมกลุ่มการเรียนรู้สัปดาห์ละ 3 ครั้งเพื่อศึกษาเรียนรู้เกี่ยวกับร่างกาย

ซึ่งดิฉันจะขอข้ามรายละเอียดและทฤษฎีไป แต่เรื่องที่ได้เรียนรู้มาคร่าว ๆ มีดังนี้

 

  • ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการรับประทานอาหารโดยเน้นคาร์โบไฮเดรตเป็นหลัก

 

กลับกลายเป็นว่าเรื่องนี้สวนทางกับสิ่งที่ปฏิบัติมาตลอดโดยสิ้นเชิง

 

ในกรณีของดิฉัน พบว่ามีการพัฒนากล้ามเนื้อมากเกินความจำเป็น และกล้ามเนื้อเหล่านั้นเป็นกล้ามเนื้อที่มีเลือดไหลเวียนได้ไม่ดี จึงส่งผลให้ร่างกายไม่สามารถเผาผลาญไขมันได้

สิ่งเหล่านี้สามารถวิเคราะห์ได้จากตัวเลขบนเครื่องชั่งน้ำหนักวัดไขมันและองค์ประกอบอื่น ๆ ในร่างกาย

(เครื่องชั่งน้ำหนักวัดไขมันและองค์ประกอบอื่น ๆ ในร่างกายที่ดิฉันใช้งาน)

 

 

ดิฉันจึงเปลี่ยนการรับประทานอาหารไปโดยสิ้นเชิง

 

(วันจันทร์ที่ 25 ธันวาคม – วันอาทิตย์ที่ 31 ธันวาคม 2566: บันทึกอาหารมื้อเย็น)

 

ดิฉันปรับเปลี่ยนพฤติกรรมจากที่ไม่ค่อยรับประทานคาร์โบไฮเดรตเพราะคิดว่าเป็นสาเหตุที่ทำให้อ้วนมาเป็นการควบคุมการรับประทานอาหารโดยเน้นคาร์โบไฮเดรตเป็นหลักตามที่แสดงในภาพถ่าย

 

จากนี้ ดิฉันจะแสดงให้เห็นว่าร่างกายของดิฉันเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร

ตารางด้านล่างแสดงให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงของสัดส่วนไขมันในร่างกายตั้งแต่วันที่ 3 กันยายน 2566 – วันที่ 12 ธันวาคม 2566

(การเปลี่ยนแปลงของสัดส่วนไขมันในร่างกายตั้งแต่วันที่ 3 กันยายน 2566 – วันที่ 12 ธันวาคม 2566)

 

ณ เดือนกันยายน 2566 มีสัดส่วนไขมันในร่างกายอยู่ที่ 32% แต่ ณ เดือนธันวาคม 2566 ลดลงจนเหลือ 26.40%

น้ำหนัก ณ เดือนกันยายน อยู่ที่ 62 กิโลกรัม แต่ ณ เดือนธันวาคมลดลงเหลือ 55.6 กิโลกรัม

 

ไม่เพียงแต่น้ำหนักที่ลดลง แต่อาจเรียกได้ว่ามีผลพลอยได้อื่น ๆ ตามมาอีกด้วย…ทั้งสุขภาพร่างกายดีขึ้นและอาการบวมก็หายไป คนรอบข้างจำนวนมากต่างบอกว่าผิวของดิฉันขาวขึ้น

ดิฉันคิดว่าอาจเป็นเพราะการไหลเวียนของเลือดที่ดีขึ้น

 

ตอนแรกดิฉันเริ่มควบคุมอาหารด้วยความตั้งใจที่อยากจะลดน้ำหนัก แต่เมื่อลองปฏิบัติดูแล้ว ทัศนคติของดิฉันก็เปลี่ยนไปเป็น “อยากจะเปลี่ยนแปลงสภาพร่างกายของตัวเองและมีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรง”

 

ดังนั้น ดิฉันจึงตั้งเป้าหมายประจำปี 2566 โดยใช้ Vision Board

ตามที่ได้กล่าวไปแล้วในตอนต้น เป้าหมายประจำปีนี้ของดิฉัน คือ “การแปลงโฉม (Transformation)”

 

สมองของเราเข้าใจและวิเคราะห์สิ่งต่าง ๆ ผ่านประสาทสัมผัสทั้งห้า แต่ในบรรดาประสาทสัมผัสเหล่านี้ “การมองเห็น” นั้นมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่ง

นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ดิฉันแนบภาพถ่ายมาด้วย

เมื่อพิจารณาถึงโครงร่างและส่วนสูงของดิฉัน หากมีการปรับสภาพร่างกายได้สำเร็จจนมีสุขภาพร่างกายแข็งแรง จะมีความเป็นไปได้สูงที่จะพัฒนากล้ามเนื้อได้แบบเดียวกับผู้หญิงในภาพถ่าย

 

ว่ากันว่า “สิ่งต่าง ๆ จะกลายเป็นจริงได้” เมื่อมีการขับเคลื่อนด้วย “ความรู้สึก”

ทุกท่านเองก็น่าจะมีเรื่องราวต่าง ๆ ที่ยังคงตราตรึงอยู่ในความทรงจำซึ่งขับเคลื่อนด้วยความรู้สึกต่าง ๆ เช่น “สนุก” “สุขใจ” “เจ็บปวด” และ “เศร้าใจ”

ดิฉันได้จดบันทึกถึงสิ่งที่จะทำเมื่อมีร่างกายแบบนี้ รวมถึงสิ่งที่ดิฉันคิดและรู้สึกกับร่างกายนี้ไว้บน Vision Board

 

ไม่รู้ว่าทำไมพอมองดูภาพถ่ายนี้แล้ว ในตอนที่จดบันทึกถึงความรู้สึกและสิ่งที่อยากทำ ดิฉันรู้สึกว่าได้มีร่างกายในแบบที่ต้องการแล้ว และสัมผัสถึงความสุขที่เกิดขึ้นมาได้เอง

(เป้าหมายประจำปี 2024 ที่ดิฉันตั้งไว้)

 

การรับประทานอาหารเพียงอย่างเดียวไม่ได้ทำให้มีร่างกายเช่นนี้ได้ แน่นอนว่าจำเป็นต้องออกกำลังกายอย่างเหมาะสมด้วย

ด้วยเหตุนี้ ดิฉันจึงนึกภาพของตัวเองที่ “แปลงโฉม” ได้สำเร็จในวันที่ 31 ธันวาคม 2567 และเชื่อมั่นว่าเรื่องนั้นเกิดขึ้นจริง และใช้เวลาในแต่ละวันตามความรู้สึกเหล่านั้น

 

ทุกท่านเองอาจลองตั้งเป้าหมายโดยใช้ Vision Board ดูได้นะคะ

ดิฉันหวังว่า Essay ของวันนี้จะเป็นประโยชน์สำหรับทุกท่านไม่มากก็น้อยค่ะ

 

อย่ามองแค่สิ่งที่อยู่ตรงหน้า แต่ควรมองภาพรวมโดยปราศจากอคติ

0

สวัสดีค่ะทุกท่าน 

Essay ในครั้งนี้คือ “อย่ามองแค่สิ่งที่อยู่ตรงหน้า แต่ควรมองภาพรวมโดยปราศจากอคติ”  

 

ดิฉันมีโอกาสได้พบปะกับบุคคลหลากหลายที่นอกเหนือจากการทำงาน 

โดยมีโอกาสได้พบกับผู้บริหารของบริษัทต่างๆ บ่อยครั้ง  

 

หนึ่งในงานของดิฉัน คือ ที่ปรึกษาด้านแรงงานและผู้บรรยายด้านกฎหมายแรงงาน จึงมีลูกค้ามาขอรับคำปรึกษา 

เรื่องที่ขอคำปรึกษามีเป็นจำนวนมาก แต่ส่วนใหญ่แล้ว “คำพูดที่ได้ฟังอาจไม่ใช่ปัญหาทั้งหมด”  

 

ยกตัวอย่างเช่น ถ้ามีชื่อโรคว่า “โรคผิวหนังอักเสบ” 

ผิวหนังตามร่างกายมีผื่นแดงหรือคัน 

เรามักจะรักษาทายาและทานยา 

แต่อาการนี้เป็นโรคผิวหนังอักเสบจริงหรือไม่ 

อาจจะเป็นอาการของโรคผิวหนังอักเสบจากโรคอื่นก็เป็นไปได้ 

หรืออยู่ในสภาพแวดล้อมที่ทำให้เกิดอาการ 

กล่าวคือ ถ้าไม่รู้ต้นเหตุของปัญหาที่แท้จริง แต่รักษาอย่างเดียวอาจทำให้เกิดโรคผิวหนังอักเสบขึ้นอีก 

 

คำพูดที่ได้ฟังอาจไม่ใช่ปัญหาทั้งหมดก็เช่นเดียวกัน 

อะไรคือสาเหตุที่แท้จริง นี่คือสิ่งที่ดิฉันต้องวิเคราะห์อยู่ตลอด 

เหมือนกับโรคผิวหนังอักเสบ ถ้าเราไม่หาสาเหตุเชิงลึกให้เจอและกำจัดทิ้งจะทำให้เกิดปัญหาขึ้นอีก 

 

เรื่องแบบนี้มองแค่ผิวเผินไม่ได้ แต่ควรจะมองในภาพรวม 

การมองภาพรวม คือ มองจากมุมของผู้อื่นและคาดการณ์ว่า

จะเกิดอะไรขึ้นในอนาคตซึ่งเป็นผลจากการกระทำของเรา  

ด้วยวิธีนี้ คุณจะสามารถมองภาพรวมโดยปราศจากอคติเพื่อให้ลงลึกถึงปัญหาได้ 

 

ดิฉันหวังว่าเป็นประโยชน์ต่อชีวิตของทุกท่านค่ะ 

การมีร่างกายที่แข็งแรงสิ่งสำคัญย่อมอยู่ที่การมีจิตใจที่แข็งแรง – การทานอาหาร

0

สวัสดีค่ะทุกท่าน 

บทความในวันนี้ ดิฉัยอยากจะพูดถึงเรื่อง “การมีร่างกายที่แข็งแรงสิ่งสำคัญย่อมอยู่ที่การมีจิตใจที่แข็งแรง การทานอาหาร” 

 

ดิฉันเป็นคนที่ใส่ใจเรื่องสุขภาพเป็นอย่างมาก ซึ่งแน่นอนว่าต้องมีการเรียนรู้ด้วยตนเอง และไม่เพียงแค่การหาความรู้เท่านั้น ยังต้องลงมือปฏิบัติจริงด้วย 

หากร่างกายแข็งแรงก็จะเป็นคนที่มีความคิดในแง่บวก มีความคล่องแคล่ว และมีคุณภาพชีวิตที่ดี 

 

เมื่อเดือนกรกฎาคม ค.ศ. 2021 ดิฉันติดเชื้อโควิด และเมื่อเร็วๆ นี้ก็ติดเชื้อโควิดอีกเป็นครั้งที่สอง การใช้ชีวิตหมดไปกับการพักฟื้น และเป็นอย่างที่คิดไว้ เมื่อสภาพร่างกายย่ำแย่ สภาพจิตใจก็มุ่งแต่จะคิดในแง่ลบ แต่อาจถูกต้องกว่าถ้าจะพูดว่าไม่สามารถคิดในแง่บวกได้ แทนที่จะพูดว่าคิดแต่ในแง่ลบ 

 

ในตอนต้น ดิฉันกล่าวว่าดิฉันเป็นคนที่ใส่ใจเรื่องสุขภาพ ซึ่งดิฉันคิดว่าทุกท่านก็น่าจะทราบเรื่องเหล่านี้เป็นอย่างดี 

 

  • ทานวิตามินซีเพื่อเพิ่มภูมิต้านทานโรค 
  • ทานโปรตีนเพื่อสร้างกล้ามเนื้อ 
  • ทานคลอลาเจนเพื่อให้ผิวเต่งตึง 

 

สารอาหารแต่ละชนิดย่อมมีสรรพคุณตามที่ระบุไว้ แต่ดิฉันเข้าใจแล้วว่าไม่ว่าจะทานอะไรก็ตาม การสร้างความสมดุลถือเป็นสิ่งที่สำคัญ ยิ่งไปกว่านั้น สารอาหารที่เรารับประทานเหมาะกับร่างกายหรือไม่ก็เป็นสิ่งสำคัญเช่นกัน 

 

หากเปรียบร่างกายของคนเราเป็นรถ ก็ต้องเติมน้ำมันที่เหมาะกับประเภทของรถ 

ซึ่งน้ำมันก็คืออาหารที่เหมาะกับตัวเรานั่นเอง 

 

ดิฉันเคยเข้ายิมฝึกออกกำลังกายสัปดาห์ละ 2 ครั้งโดยมีผู้ฝึกสอนส่วนตัวเป็นระยะเวลา 1 ปีตั้งแต่ปีที่ผ่านมาค่ะ 

โดยจะเน้นเรื่องการฝึกเวทเทรนนิ่ง (เป็นการออกกำลังกายที่ฝึกฝนความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ) พร้อมกับรับคำแนะนำเรื่องการรับประทานอาหาร 

โดยได้รับคำแนะนำว่า “ให้ลดการทานคาร์โบไฮเดรตและเพิ่มโปรตีนให้มาก” 

 

ดิฉันกลายเป็นคนที่มีไขมันในร่างกายเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ ปริมาณกล้ามเนื้อก็เพิ่มขึ้น และค่อยๆ กลายเป็นคนอ้วนไปแล้วค่ะ 

เสื้อผ้าที่เคยใส่ได้จนถึงตอนนี้ ก็ใส่ไม่ได้ 

แทนที่จะมีรูปร่างดี กลับกลายเป็นคนที่ตัวเหมือนสี่เหลี่ยมผืนผ้า 

ความแข็งแรงก็หายไปหมด แค่ก้าวขึ้นลงบันไดยังมีอาการหายใจติดขัด 

 

 

ร่างกายเปลี่ยนไปในทางที่แย่ลง จิตใจของดิฉันก็มีแต่ความคิดในแง่ลบ 

 

และแล้วถึงเวลาเข้ารับการตรวจสุขภาพ 

ตัวเลขค่าสุขภาพแย่ลงกว่าเดิม โดยมีการชี้ให้เห็นถึงอาการไขมันพอกตับระยะที่ 1” 

ทั้งๆ ที่แอลกอฮอลล์ก็ไม่ดื่ม ของหวานก็ไม่ทาน ไขมันพอกตับคืออะไร—- ดิฉันประหลาดใจมาก 

 

ดิฉันจึงเลิกใช้บริการผู้ฝึกสอนส่วนตัวในยิมไปเลยค่ะ 

 

จากนั้นจึงได้กลับมาทบทวนเรื่องร่างกายของตัวเองอีกครั้ง 

 

ดิฉันเป็นคนเอเชีย ซึ่งในกลุ่มนี้ก็หมายรวมถึงคนญี่ปุ่นด้วย แต่ขนาดและสภาพร่างกายจะแตกต่างกันออกไปตามเชื้อชาติ และดิฉันได้ทราบมาว่ามีการทานอาหารที่เหมาะกับคนญี่ปุ่นด้วย 

คนญี่ปุ่นแต่เดิมเป็นเกษตรกร วิถีชีวิตของคนญี่ปุ่นจึงทาน “ข้าว” เป็นหลัก 

แม้ปริมาณโปรตีนจะน้อย แต่ก็ทำให้ร่างกายแข็งแรงได้ 

 

จากที่ลดการทานข้าวและเพิ่มการทานโปรตีนให้มากขึ้น ร่างกายของดิฉันกลับกลายเป็นผิดปกติ 

 

ปัจจุบันดิฉันได้เปลี่ยนการใช้ชีวิตประจำวันเป็นการทาน “ข้าว” เป็นหลักแล้วค่ะ 

พอเปลี่ยนเป็นแบบนี้ ก่อนอื่นเลย “แพนด้า” ใต้ตาก็หายไป สามารถขึ้นลงบันไดได้โดยหายใจไม่ติดขัด 

และยังรู้สึกว่าเลือดในร่างกายไหลเวียนได้ดีขึ้น 

สุขภาพดีขึ้น สามารถใช้ชีวิตในแต่ละวันได้อย่างสบาย จิตใจกลับมาสงบได้เหมือนเดิมแล้วค่ะ 

 

ดิฉันคิดว่าผู้ที่อ่านบทความนี้ส่วนมากเป็นคนไทย และน่าจะมีอาหารที่เหมาะกับคนไทย ซึ่งน่าจะเป็นการทานอาหารไทยตามวิถีดั้งเดิมที่สืบทอดกันมาอย่างยาวนานค่ะ 

 

ดิฉันคิดว่าตอนนี้ ผู้ที่มีปัญหาเกี่ยวกับสภาพร่างกายและสุขภาพอาจต้องมีการปรับเปลี่ยนโดยหันมาเลือกทานอาหารที่เหมาะสมกับตัวเราค่ะ 

 

ดิฉันหวังว่าบทความนี้จะเป็นประโยชน์ต่อทุกท่านนะคะ 

สุขภาพสำคัญที่สุด – ส่งผลต่อจิตใจ

0

สวัสดีค่ะทุกท่าน 

วันนี้ดิฉันอยากจะพูดถึงเรื่อง สุขภาพสำคัญที่สุด ส่งผลต่อจิตใจค่ะ 

 

เมื่อปลายเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ดิฉันติดเชื้อโควิดเป็นครั้งที่สองแล้วค่ะ 

 

โดยปกติดิฉันเป็นคนที่ใส่ใจสุขภาพมากกว่าคนทั่วไป ทั้งระมัดระวังเรื่องอาหารการกิน และออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ 

คงเพราะเหตุนั้น แม้อีกไม่กี่ปีจะอายุ 50 ปีแล้ว แต่ก็ยังคงรักษาน้ำหนักที่เหมาะสมกับร่างกายได้ สุขภาพแข็งแรง ไม่มีโรคประจำตัวค่ะ 

 

พอครั้งนี้ติดเชื้อโควิด ทำให้ดิฉันตระหนักได้ว่าสุขภาพสำคัญที่สุดค่ะ 

พอป่วย ก็จะคิดแต่เรื่องแง่ลบ ต่อให้พยายามคิดบวกแค่ไหนก็คิดไม่ออก 

อนาคตที่สดใสก็นึกไม่ออกเลยค่ะ 

 

ถ้าสุขภาพแข็งแรง ถึงแม้จะมีสิ่งที่ยากลำบาก แต่ก็รู้สึกว่าพอจะทำอะไรได้บ้าง 

ร่างกายก็จะตอบสนองค่ะ 

 

ในขณะเดียวกัน ท่าทางก็สำคัญเหมือนกันนะคะ  

ให้ลองดูว่าถ้าห่อตัวโน้มไปข้างหน้าและมองลงต่ำจะทำให้สดชื่นขึ้นได้ไหมค่ะ 

 

กลับกัน ถ้ายืดตัว มองขึ้นไปข้างบน และพูดเรื่องแง่ลบ คงจะยากกว่าที่คิดอีกค่ะ 

 

พอคิดได้อย่างนั้น ก็ตระหนักได้ว่าการที่จะทำให้สภาพจิตใจแข็งแรง ต้องเริ่มจากสภาพร่างกายที่แข็งแรงก่อน และควบคู่ไปกับท่าทางค่ะ 

 

หวังว่าบทความนี้จะเป็นประโยชน์ต่อทุกท่านนะคะ 

ความสำคัญของการจ้างผู้เชี่ยวชาญ 

0

สวัสดีค่ะทุกท่าน 

Essay ในครั้งนี้คือ “ความสำคัญของการจ้างผู้เชี่ยวชาญ” 

 

ดิฉันออกกำลังกายแบบฝึกกล้ามเนื้อกับเทรนเนอร์เป็นประจำ 

เพราะดิฉันไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญด้านกายวิภาคหรือการออกกำลังกาย จึงมีโอกาสที่จะทำผิดท่าได้ 

การจ้างผู้เชี่ยวชาญต้องเสียค่าใช้จ่าย แต่ถ้าทำเองก็อาจได้รับบาดเจ็บและต้องไปรักษาที่โรงพยาบาล 

สุดท้ายแล้วกลายเป็นต้องเสียค่ารักษามากกว่าค่าจ้างผู้เชี่ยวชาญ แถมยังเสียเวลาอีก 

 

การจ้างผู้เชี่ยวชาญมีความสำคัญอย่างยิ่งในชีวิดประจำวัน 

เช่น ถ้าไปหาหมอเมื่อไม่สบาย ก็แสดงว่าหมอเป็น “ผู้เชี่ยวชาญ” เพราะมีทักษะเฉพาะทาง  

ถ้าตัดสินใจเองหรือรักษาด้วยตนเอง ก็อาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ 

ดังนั้น ตั้งแต่แรกเราจึงไม่จ้างผู้ที่ไม่มีความรู้เฉพาะทางและไม่มีทักษะใช่ไหมคะ 

 

ต่อไปดิฉันจะขอพูดถึงการประหยัดเวลาด้วยการจ้างผู้เชี่ยวชาญค่ะ 

ถ้าดิฉันซึ่งเป็นมือสมัครเล่น แต่อยากจะเป็นเชฟภัตตาคารอาหารญี่ปุ่นระดับพรีเมี่ยม ถึงแม้ว่าดิฉันจะเป็นคนญี่ปุ่น แต่ก็ทำได้ยาก 

ลูกค้าจะจ่ายเงินค่าอาหารให้แก่มือสมัครเล่นไหมคะ 

ยกตัวอย่างเช่น “ร้านอาหารแบบ omakase” ในกรุงเทพฯ มื้อละประมาณ 5,000 บาท  

คิดว่าจะมีคนยอมจ่ายเงินสำหรับอาหารราคานี้ให้แก่มือสมัครเล่นไหมคะ 

แต่ถ้าขอให้เชฟซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญที่ศึกษาเกี่ยวกับอาหารใช้ฝีมือปรุงวัตถุดิบให้กลายเป็นจานอาหารที่สวยงาม  

จะประหยัดได้ทั้งเวลาและเพิ่มเสน่ห์ให้แก่วัตถุดิบได้ด้วย 

 

ข้อดีอีกอย่างหนึ่งของการจ้างผู้เชี่ยวชาญ คือ รับประกันคุณภาพได้ ซึ่งสำคัญมาก 

สมมุติว่าถ้าอยากสร้างบ้านสักหนึ่งหลัง 

ทั้งที่ไม่มีความรู้และทักษะ แต่ก็จะสร้างบ้านเองไหมคะ ดิฉันคิดว่าไม่… 

แต่ถ้าจ้างสถาปนิกซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญ เราจะอาศัยอยู่ในบ้านได้อย่างปลอดภัยและสะดวกสบาย 

 

ความสำคัญของการจ้างผู้เชี่ยวชาญมีหลากหลายแง่มุม เช่น ต้องการทักษะเฉพาะทางด้านการแพทย์ ต้องการประหยัดเวลาในการทำอาหาร และต้องการการรับประกันคุณภาพด้านสถาปัตยกรรม เป็นต้น 

 

ในฐานะผู้บริหารและนักธุรกิจ ดิฉันจึงภาคภูมิใจในการเป็นผู้เชี่ยวชาญ ลูกค้าจ่ายเงินให้ดิฉันและบริษัทสำหรับความรู้และความชำนาญ 

การจ่ายเงินเมื่อรับบริการจากผู้เชี่ยวชาญเป็นเรื่องปกติ แต่ถ้าตัวเราเองเป็นผู้เชี่ยวชาญด้วยก็จะสามารถทำเงินจากการให้บริการได้เช่นกัน 

ดิฉันมองว่าวงจรของการจ่าย-รับเงินเป็นพื้นฐานของความเชื่อมั่นและการพัฒนาในสังคมซึ่งต้องการความเป็นมืออาชีพขั้นสูง 

 

ในบริษัทของดิฉันเอง ดิฉันก็จ่ายเงินให้แก่คนอื่นและให้แก่ตัวดิฉันเองในฐานะ “ผู้เชี่ยวชาญ” ซึ่งเป็นข้อพิสูจน์ของการประกันคุณภาพและความน่าเชื่อถือ 

การเคารพต่ออีกฝ่ายหนึ่งในความเป็นมืออาชีพและการทำงานอย่างซื่อสัตย์ในฐานะผู้เชี่ยวชาญจึงเป็นกุญแจสำคัญสู่ความสำเร็จของธุรกิจและเป็นกุญแจที่เชื่อมโยงไปสู่การพัฒนา 

 

การเข้าใจถึงความสำคัญของการจ้างผู้เชี่ยวชาญและการพัฒนาตนเองให้เป็นผู้เชี่ยวชาญย่อมทำให้คุณภาพของงานและชีวิตดีขึ้น  

ความเชี่ยวชาญไม่ใช่เรื่องของทักษะหรือประสบการณ์เท่านั้น แต่ยังขึ้นอยู่กับวิธีคิดและความรับผิดชอบของแต่ละคนด้วย  

เราต้องตระหนักอยู่เสมอว่าสิ่งเหล่านี้มีความสำคัญมากเพียงใดในสังคม  

 

ดิฉันหวังว่าเป็นประโยชน์ต่อชีวิตของทุกท่านค่ะ 

 

สำหรับธุรกิจ ขั้นตอนยิ่งน้อย ความพอใจยิ่งมาก

0

สวัสดีค่ะทุกท่าน 

Essay ในครั้งนี้คือ “สำหรับธุรกิจ ขั้นตอนยิ่งน้อย ความพอใจยิ่งมาก 

 

วันก่อนดิฉันอยากซื้อสินค้า จึงหาข้อมูลในอินเทอร์เน็ต สินค้านั้นผลิตที่สหรัฐอเมริกา ซึ่งดิฉันรู้มาว่าเริ่มมีขายที่ประเทศไทยแล้ว 

 

ดิฉันสังเกตุเห็นว่าน่าจะไม่มีขายทางอินเทอร์เน็ต จึงสอบถามวิธีซื้อผ่านช่องทางติดต่อสอบถาม หลังจากนั้นบริษัทตอบกลับมาว่าอยากอธิบายวิธีซื้อสินค้าทางโทรศัพท์ 

 

แต่ดิฉันไม่ต้องการฟังรายละเอียดเกี่ยวกับสินค้า เพราะดิฉันทราบลักษณะสินค้าแล้ว จึงตอบกลับไปว่าไม่จำเป็นต้องอธิบายรายละเอียด และถามอีกครั้งว่าต้องทำอย่างไรจึงจะซื้อสินค้านี้ได้ 

 

เขาตอบกลับมาว่าอยากพบกับดิฉันและอยากอธิบายเพิ่มเติม อีกเรื่องหนึ่งคือมีการจัดอบรมสำหรับสินค้าด้วย 

 

แค่ตอบกลับไปมาก็เสียเวลาและทำให้ดิฉันเครียดมากแล้ว ดิฉันจึงตอบอีเมลกลับอีกครั้ง และเมื่อเขาตอบมาว่า “จำเป็นต้องลงทะเบียนเพื่อซื้อสินค้านี้” ดิฉันจึงไม่ตอบกลับและไม่ซื้อสินค้าแล้ว 

 

ตอนที่ดิฉันติดต่อไปในครั้งแรก เพราะอยากรู้แค่ “วิธีซื้อ” คำตอบที่ดิฉันควรได้รับคือ “สินค้านี้ถ้าไม่เป็นสมาชิกจะไม่สามารถซื้อได้” 

 

ถ้าต้องใช้เวลานานกว่าจะได้คำตอบ คนทั่วไปมักจะรู้สึกไม่ดี สำหรับดิฉันแล้วคิดว่า “เสียเวลา” จึงทำให้รู้สึกว่าไม่อยากจ่ายเงินให้สินค้านี้ 

 

คุณเองก็อาจตัดสินใจในเรื่องแบบนี้โดยไม่รู้ตัวทั้งในชีวิตประจำวันหรือในการทำงาน  

ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายที่รับเงินหรือฝ่ายที่จ่ายเงิน ดิฉันคิดว่าทุกคนมีโอกาสที่จะทบทวนการกระทำของตนเองค่ะ 

ลองใช้เทคโนโลยีใหม่ดูก่อน 

0
[:jp]FILE PHOTO: ChatGPT logo is seen in this illustration taken March 31, 2023. REUTERS/Dado Ruvic/Illustration/File Photo[:]

สวัสดีค่ะทุกท่าน 

Essay ในครั้งนี้คือ “ลองใช้เทคโนโลยีใหม่ดูก่อน” 

ผู้อ่านทุกท่านรู้จัก “Chat GPT” กันหรือยังคะ 

อาจมีคนที่ “เคยได้ยิน” หรือ “ใช้งานอยู่แล้ว” ก็มี 

อธิบายแบบง่ายๆ ก่อนว่า Chat GPT ย่อมาจาก Chat Generative Pre-Trained Transformer ซึ่งเป็นเครื่องมือที่สามารถสนทนาได้ด้วยเอไอที่บริษัท Open AI เปิดตัวไปเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2565   

Generative Pre-Trained Transformer แปลว่า “อุปกรณ์แปลงข้อมูลที่ได้รับการฝึกฝนล่วงหน้า” ซึ่งเก็บข้อมูลไว้เป็นจำนวนมากเพื่อให้ระบบเรียนรู้ และเลือกข้อมูลที่เหมาะสมจากข้อมูลทั้งหมดมาตอบคำถามของผู้ใช้ 

ดิฉันเองก็ใช้อยู่ค่ะ 

แม้จะมีความคิดเห็นในแง่ลบต่อเทคโนโลยีใหม่ๆ ซึ่งรวมไปถึง Chat GPT แต่ไม่ช้าก็เร็วเราก็ต้องนำมาใช้ ดิฉันจึงคิดว่าเราควรใช้งานให้ชินก่อนดีกว่า 

อย่างเช่นเหตุการณ์ต่อไปนี้ซึ่งบางคนอาจยังไม่เกิด 

ปี 2538 Windows95 เริ่มวางจำหน่าย 

ก่อนที่ Windows95 ที่ทุกท่านใช้กันเป็นปกติในตอนนี้จะวางจำหน่าย กว่าจะเปิดเครื่องใช้งานได้ก็ใช้เวลานานมาก จึงมีความคิดเห็นว่าไม่สะดวกในการใช้งานและคนไม่ค่อยนิยมใช้ 

แต่ปัจจุบัน แค่คลิกปุ่นเริ่มต้น Word ก็ใช้งานได้ทันที ซึ่งก่อนหน้าที่จะมี Windows95 ยังทำแบบนี้ไม่ได้เลย 

หรือก่อนที่จะมีการใช้ Spreadsheet ในอดีตทุกอย่างก็เขียนเองและคิดเลขด้วยมือ 

อย่างมากที่สุดก็ใช้เครื่องคิดเลข 

ไม่น่าเชื่อเลยใช่ไหมคะ 

เมื่อ Windows95 เริ่มวางจำหน่าย สังคมแบ่งออกเป็นสองกลุ่มคือ กลุ่มที่ “ไม่ใช้ PC” และ “ลองใช้ดูก่อน” 

สำหรับกลุ่มที่ลองใช้ดูก่อน จะได้เรียนรู้เกี่ยวกับวิธีการใช้ Word และ Excel ที่เป็นเสมือนตัวแทนของ MS Office ซึ่งแน่นอนว่าต้องลำบากในตอนแรก เพราะใช้งานเป็นครั้งแรก 

ส่วนกลุ่มที่ไม่ใช้ PC ซึ่งเราเดาได้ว่าทุกอย่างยังเขียนเองและคิดเลขด้วยมือ 

คนเหล่านี้จะไม่สามารถตามการเปลี่ยนแปลงทางสังคมได้และถูกทิ้งไว้เบื้องหลัง แม้แต่บริษัทเองก็ยังต้องมีการปรับโครงสร้าง  

ปัจจุบันยังมีข้อถกเถียงเกี่ยวกับ Chat GPT อยู่ แต่ดิฉันคิดว่าการสวนกระแสนั้นทำได้ยาก  

บางประเทศอาจยังมีข้อจำกัดในการใช้งาน แต่ของดีและมีประโยชน์มักจะแพร่หลายอย่างรวดเร็ว 

ถ้าเป็นที่แพร่หลาย ก็ควรลองใช้ดูก่อน แม้จะใช้งานได้เพียงเล็กน้อยก็ยังดีกว่าตามไม่ทันเลย 

ดิฉันหวังว่าเป็นประโยชน์ต่อทุกท่านค่ะ 

ทุกคนแตกต่างกัน แต่ทุกคนมีความพิเศษ – สิ่งสำคัญอยู่ที่การยอมรับความแตกต่าง 

0

สวัสดีค่ะทุกท่าน 

Essay ในครั้งนี้คือ “ทุกคนแตกต่างกัน แต่ทุกคนมีความพิเศษ – สิ่งสำคัญอยู่ที่การยอมรับความแตกต่าง” 

ดิฉันมี blog ที่เขียนขึ้นเป็นภาษาญี่ปุ่น อังกฤษ จีน และไทย 

เนื้อหาส่วนใหญ่จะเกี่ยวกับการท่องเที่ยวในประเทศ ร้านอาหาร และร้านนวดตามประสบการณ์ส่วนตัว 

blog ที่เขียนจะโพสต์เฉพาะกลุ่มใน Face book และได้รับคอมเมนต์ซึ่งเป็นความคิดเห็นเชิงบวกสำหรับดิฉัน  

วันก่อนดิฉันโพสต์รูปขี่ช้างและความคิดเห็นลงในกลุ่มการท่องเที่ยว  

หลังจากนั้นโดนหลายคอมเมนต์หลายภาษาในชั่วพริบตาและรับข้อความผ่าน messenger ว่า 

“ละอายใจบ้างสิ” 

“คนที่นิยมการทารุณกรรมสัตว์” 

“คุณแย่ที่สุด” 

วันที่โพสต์เป็นวันเสาร์ แต่มีคนคอมเมนต์มากกว่า 1,000 คอมเมนต์ต่อชั่วโมง 

ดิฉันเห็นคอมเมนต์นั้นแล้วรู้สึกช็อกไปครู่หนึ่ง เพราะดิฉันไม่เคยมีประสบกาณ์ได้รับคำว่า “ละอายใจบ้างสิ” หรือ “คุณแย่ที่สุด” จากคนที่ไม่รู้จัก 

ถ้าในชีวิตประจำวันปกติอาจไม่ค่อยได้ยินคำนั้น 

ดิฉันไม่ได้ตอบคอมเมนต์นั้นทันที แค่นิ่งเงียบ และหลังจากนั้น 1 ชั่วโมงจึงตอบไปว่า 

“ในปัจจุบันมีคนประมาณแปดพันล้านคนทั่วโลก 

แต่ละคนมีภาษา วิถีชีวิต วิธีคิด ศาสนา รูปร่าง และอายุไม่เหมือนกัน ไม่มีใครเหมือนกัน 

แม้จะเป็นเรื่องเดียวกัน แต่มุมมองไม่เหมือนกัน 

มีประสบการณ์เหมือนกัน แต่ความรู้สึกไม่เหมือนกัน 

ขอบคุณมากที่สละเวลาจากงานที่ยุ่งอยู่ เพื่อมาเขียนคอมเมนต์และแสดงมุมมองของคุณ 

ดิฉันเคารพค่านิยมของคุณ 

แต่สิ่งใดจะถูกต้องหรือไม่ มาตรฐานที่ตัดสินคือแล้วแต่ความคิดเห็นส่วนบุคคล” 

ประเทศไทยเป็นประเทศที่ใกล้ชิดกับช้าง 

ในสมัยก่อนคนไทยต้องเลี้ยงช้างเพื่อไว้ใช้งาน 

คนทั่วโลกที่คิดว่าการขี่ช้างไม่ผิดอะไรก็มี คนที่คิดว่าไม่ถูกต้องก็มี 

แต่ดิฉันก็เคารพในความคิดเห็นของผู้อื่นและไม่ตัดสินว่าสิ่งใดถูกหรือสิ่งใดผิด  

เพราะความคิดเห็นย่อมขึ้นอยู่กับประวัติศาสตร์ ประเพณีของแต่ละประเทศ และภูมิหลัง 

เช่นเดียวกับที่คนแต่ละคนมีรูปร่างหน้าตาแตกต่างกัน ทุกสิ่งจึงต่างกัน 

สิ่งที่สำคัญคือแม้ว่าแต่ละคนจะไม่เหมือนกัน แต่ยอมรับซึ่งกันและกัน   

ดิฉันคิดว่า “ทุกคนแตกต่างกัน แต่ทุกคนมีความพิเศษ” 

ดิฉันหวังว่าเป็นประโยชน์ต่อทุกท่านค่ะ