การทำ Vision Board – เป้าหมายประจำปีนี้ คือ “การแปลงโฉม (Transformation)”

0
114

สวัสดีปีใหม่ทุกท่านค่ะ

ในประเทศไทยมักไม่ค่อยมีธรรมเนียมการเฉลิมฉลองกันในวันที่ 1 มกราคม แต่ประเทศญี่ปุ่นจะให้ความสำคัญมากที่สุดกับวันปีใหม่ในวันที่ 1 มกราคมของทุกปี อาจด้วยเพราะเหตุนี้ จวบจนกระทั่งตอนนี้ที่ดิฉันอาศัยอยู่ในประเทศไทยมาแล้ว 26 ปี พอได้ยินคำว่า “ปีใหม่” ก็ยังรู้สึกถึงความพิเศษเกินกว่าที่จะบรรยายออกมาได้

 

ทุกปีดิฉันจะตั้งเป้าหมายส่วนตัวไว้ในช่วงปลายปี บริษัทเองจะกำหนดเป้าหมายขึ้นในการประชุมกลยุทธ์ทางธุรกิจในเดือนเมษายนตามปีงบประมาณของบริษัท

เนื่องจากทำเป็น Board และมักจะมองเห็นได้ตลอดเวลา จึงเรียกว่า “Vision Board”

ดิฉันเองก็ทำ Vision Board นี้ไว้ที่หน้าแรกสุดของสมุดบันทึกตารางงานที่พกติดตัวอยู่เสมอ

 

เป้าหมายอันแน่วแน่ประจำปีนี้ของดิฉัน คือ “การแปลงโฉม (Transformation)”

(เป้าหมายประจำปี 2024 ของดิฉัน)

 

ดิฉันขอเล่าถึงที่มาว่าทำไมถึงมีการตั้งเป้าหมายเรื่อง “การแปลงโฉม (Transformation)” ค่ะ

 

เดิมทีดิฉันสนใจเรื่องการดูแลสุขภาพและความงามเป็นอย่างมากมาโดยตลอด รวมถึงใช้เวลาและเงินไปกับสิ่งเหล่านี้

ในส่วนของการออกกำลังกาย ดิฉันเป็นสมาชิกยิมออกกำลังกายโดยมีการจ้างเทรนเนอร์ส่วนตัว และได้รับการดูแลร่างกายโดยผู้เชี่ยวชาญทุกสัปดาห์

รวมถึงได้รับคำแนะนำเกี่ยวกับอาหารด้วย

 

นั่นเพราะดิฉันเชื่อว่า หากสุขภาพร่างกายไม่ดีและไม่แข็งแรง เราจะไม่สามารถทำอะไรได้เลย อีกทั้งหากทำลายสุขภาพร่างกาย จะเป็นการสร้างภาระให้แก่ผู้คนรอบข้าง

ด้วยเหตุนี้ ดิฉันจึงใส่ใจเรื่องสุขภาพของตัวเอง แต่เมื่อปลายเดือนกรกฎาคม 2564 ดิฉันติดเชื้อไวรัสโคโรนาและจำเป็นต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลเป็นเวลา 11 วัน รวมถึงกักตัวอยู่ที่บ้านเป็นเวลา 3 สัปดาห์

ยิ่งไปกว่านั้น ดิฉันยังเป็นคนแรกในบริษัทที่ติดเชื้อไวรัสโคโรนา

กลับกลายเป็นว่าดิฉัน “สร้างภาระ” ให้แก่ทุกคนภายในบริษัทซึ่งเป็นสิ่งที่ดิฉันรู้สึกเกลียดมากที่สุด

 

ทำไมถึงเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นทั้ง ๆ ที่ดิฉันเอาใจใส่สุขภาพร่างกายของตัวเอง

ดิฉันคิดมากเกี่ยวกับเรื่องนี้และได้วิเคราะห์ถึงสาเหตุต่าง ๆ ด้วยตนเอง หลังจากออกจากโรงพยาบาล จึงปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ แล้วหันมาให้ความสำคัญเรื่องการรับประทานอาหาร และเริ่มออกกำลังกายอย่างจริงจังมากขึ้น

 

แต่สุขภาพร่างกายของดิฉันกลับแย่ลงเรื่อย ๆ

ร่างกายมักจะปวดเมื่อยและมีอาการบวมอยู่เสมอ รวมถึงมีรอยคล้ำใต้ตา

ในเดือนมกราคม 2566 ดิฉันมีน้ำหนัก 65 กิโลกรัม และมีไขมันในร่างกาย 33%

เสื้อที่ใส่มาตลอดกลับคับมากขึ้น

พอมองดูตัวเองแล้ว รู้สึกว่าน่าเกลียดมากขึ้นเรื่อย ๆ ความรู้สึกยอมรับในคุณค่าของตัวเองก็ลดลงจนน่าประหลาดใจ

นอกจากนี้ จากการเข้ารับการตรวจสุขภาพเมื่อวันที่ 3 มกราคม 2566 ตรวจพบว่ามี “ภาวะไขมันพอกตับเล็กน้อย”

ทั้ง ๆ ที่ดิฉันไม่ดื่มแอลกอฮอล์และเอาใจใส่เรื่องการรับประทานอาหารเป็นอย่างดีแท้ ๆ …

 

ดิฉันปฏิญาณอย่างหนักแน่นว่าจะไม่ยอมปล่อยให้เป็นแบบนี้ต่อไป! ไม่อยากใช้ชีวิตด้วยร่างกายแบบนี้!

ดังนั้นจึงตัดสินใจว่าจะ “ตั้งใจลดน้ำหนัก!”

 

อันดับแรก ดิฉันเริ่ม “การกินอาหารแบบจำกัดช่วงเวลา (Fasting)” ภายใต้คำแนะนำของผู้เชี่ยวชาญมาตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2566

ในกรณีของดิฉัน เป็นการงดอาหารเช้าและรับประทานอาหาร 2 มื้อต่อวัน ซึ่งเป็นวิธี “การปล่อยให้ท้องว่างเป็นเวลา 16 ชั่วโมงต่อวัน”

ซึ่งวิธีที่ทำกันโดยทั่วไปจะเป็นการงดอาหารเช้า

นอกเหนือจากนี้ก็ไม่มีข้อจำกัดอื่น ๆ แต่ดิฉันได้รับคำแนะนำว่าไม่ควรรับประทานคาร์โบไฮเดรต

ตลอดระยะเวลา 3 เดือนที่ใช้วิธีดังกล่าว น้ำหนักของดิฉันลดลงจาก 65 กิโลกรัม เหลือ 62 กิโลกรัม ส่วนไขมันในร่างกายลดลงจาก 33% เหลือ 31%

โดยทั่วไปแล้ว ไขมันในร่างกาย 1% มีค่าเท่ากับ 1 กิโลกรัม

อย่างไรก็ตาม สุขภาพร่างยังคงไม่สมบูรณ์และยังคงมีรอยคล้ำใต้ตาอยู่เช่นเดิม

 

มีคำกล่าวที่ว่า

  • หากต้องการสร้างกล้ามเนื้อ ให้รับประทานโปรตีน
  • รับประทานอาหารให้ครบ 3 มื้อต่อวัน
  • หลีกเลี่ยงคาร์โบไฮเดรตเพราะทำให้อ้วน

 

ดิฉันเชื่อว่าทุกท่านเองก็เคยได้ยินคำแนะนำเหล่านี้

ดิฉันเองได้ลงมือปฏิบัติตามคำแนะนำต่าง ๆ ตามที่กล่าวมาข้างต้นแล้ว

 

บางทีเรื่องที่ดิฉันคิดว่าถูกต้อง แท้จริงแล้วอาจไม่เป็นเช่นนั้น

จึงเริ่มมีข้อสงสัยเกิดขึ้น

 

ในเดือนกันยายน 2566 ดิฉันตัดสินใจเข้าร่วมกลุ่มการเรียนรู้สัปดาห์ละ 3 ครั้งเพื่อศึกษาเรียนรู้เกี่ยวกับร่างกาย

ซึ่งดิฉันจะขอข้ามรายละเอียดและทฤษฎีไป แต่เรื่องที่ได้เรียนรู้มาคร่าว ๆ มีดังนี้

 

  • ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการรับประทานอาหารโดยเน้นคาร์โบไฮเดรตเป็นหลัก

 

กลับกลายเป็นว่าเรื่องนี้สวนทางกับสิ่งที่ปฏิบัติมาตลอดโดยสิ้นเชิง

 

ในกรณีของดิฉัน พบว่ามีการพัฒนากล้ามเนื้อมากเกินความจำเป็น และกล้ามเนื้อเหล่านั้นเป็นกล้ามเนื้อที่มีเลือดไหลเวียนได้ไม่ดี จึงส่งผลให้ร่างกายไม่สามารถเผาผลาญไขมันได้

สิ่งเหล่านี้สามารถวิเคราะห์ได้จากตัวเลขบนเครื่องชั่งน้ำหนักวัดไขมันและองค์ประกอบอื่น ๆ ในร่างกาย

(เครื่องชั่งน้ำหนักวัดไขมันและองค์ประกอบอื่น ๆ ในร่างกายที่ดิฉันใช้งาน)

 

 

ดิฉันจึงเปลี่ยนการรับประทานอาหารไปโดยสิ้นเชิง

 

(วันจันทร์ที่ 25 ธันวาคม – วันอาทิตย์ที่ 31 ธันวาคม 2566: บันทึกอาหารมื้อเย็น)

 

ดิฉันปรับเปลี่ยนพฤติกรรมจากที่ไม่ค่อยรับประทานคาร์โบไฮเดรตเพราะคิดว่าเป็นสาเหตุที่ทำให้อ้วนมาเป็นการควบคุมการรับประทานอาหารโดยเน้นคาร์โบไฮเดรตเป็นหลักตามที่แสดงในภาพถ่าย

 

จากนี้ ดิฉันจะแสดงให้เห็นว่าร่างกายของดิฉันเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร

ตารางด้านล่างแสดงให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงของสัดส่วนไขมันในร่างกายตั้งแต่วันที่ 3 กันยายน 2566 – วันที่ 12 ธันวาคม 2566

(การเปลี่ยนแปลงของสัดส่วนไขมันในร่างกายตั้งแต่วันที่ 3 กันยายน 2566 – วันที่ 12 ธันวาคม 2566)

 

ณ เดือนกันยายน 2566 มีสัดส่วนไขมันในร่างกายอยู่ที่ 32% แต่ ณ เดือนธันวาคม 2566 ลดลงจนเหลือ 26.40%

น้ำหนัก ณ เดือนกันยายน อยู่ที่ 62 กิโลกรัม แต่ ณ เดือนธันวาคมลดลงเหลือ 55.6 กิโลกรัม

 

ไม่เพียงแต่น้ำหนักที่ลดลง แต่อาจเรียกได้ว่ามีผลพลอยได้อื่น ๆ ตามมาอีกด้วย…ทั้งสุขภาพร่างกายดีขึ้นและอาการบวมก็หายไป คนรอบข้างจำนวนมากต่างบอกว่าผิวของดิฉันขาวขึ้น

ดิฉันคิดว่าอาจเป็นเพราะการไหลเวียนของเลือดที่ดีขึ้น

 

ตอนแรกดิฉันเริ่มควบคุมอาหารด้วยความตั้งใจที่อยากจะลดน้ำหนัก แต่เมื่อลองปฏิบัติดูแล้ว ทัศนคติของดิฉันก็เปลี่ยนไปเป็น “อยากจะเปลี่ยนแปลงสภาพร่างกายของตัวเองและมีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรง”

 

ดังนั้น ดิฉันจึงตั้งเป้าหมายประจำปี 2566 โดยใช้ Vision Board

ตามที่ได้กล่าวไปแล้วในตอนต้น เป้าหมายประจำปีนี้ของดิฉัน คือ “การแปลงโฉม (Transformation)”

 

สมองของเราเข้าใจและวิเคราะห์สิ่งต่าง ๆ ผ่านประสาทสัมผัสทั้งห้า แต่ในบรรดาประสาทสัมผัสเหล่านี้ “การมองเห็น” นั้นมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่ง

นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ดิฉันแนบภาพถ่ายมาด้วย

เมื่อพิจารณาถึงโครงร่างและส่วนสูงของดิฉัน หากมีการปรับสภาพร่างกายได้สำเร็จจนมีสุขภาพร่างกายแข็งแรง จะมีความเป็นไปได้สูงที่จะพัฒนากล้ามเนื้อได้แบบเดียวกับผู้หญิงในภาพถ่าย

 

ว่ากันว่า “สิ่งต่าง ๆ จะกลายเป็นจริงได้” เมื่อมีการขับเคลื่อนด้วย “ความรู้สึก”

ทุกท่านเองก็น่าจะมีเรื่องราวต่าง ๆ ที่ยังคงตราตรึงอยู่ในความทรงจำซึ่งขับเคลื่อนด้วยความรู้สึกต่าง ๆ เช่น “สนุก” “สุขใจ” “เจ็บปวด” และ “เศร้าใจ”

ดิฉันได้จดบันทึกถึงสิ่งที่จะทำเมื่อมีร่างกายแบบนี้ รวมถึงสิ่งที่ดิฉันคิดและรู้สึกกับร่างกายนี้ไว้บน Vision Board

 

ไม่รู้ว่าทำไมพอมองดูภาพถ่ายนี้แล้ว ในตอนที่จดบันทึกถึงความรู้สึกและสิ่งที่อยากทำ ดิฉันรู้สึกว่าได้มีร่างกายในแบบที่ต้องการแล้ว และสัมผัสถึงความสุขที่เกิดขึ้นมาได้เอง

(เป้าหมายประจำปี 2024 ที่ดิฉันตั้งไว้)

 

การรับประทานอาหารเพียงอย่างเดียวไม่ได้ทำให้มีร่างกายเช่นนี้ได้ แน่นอนว่าจำเป็นต้องออกกำลังกายอย่างเหมาะสมด้วย

ด้วยเหตุนี้ ดิฉันจึงนึกภาพของตัวเองที่ “แปลงโฉม” ได้สำเร็จในวันที่ 31 ธันวาคม 2567 และเชื่อมั่นว่าเรื่องนั้นเกิดขึ้นจริง และใช้เวลาในแต่ละวันตามความรู้สึกเหล่านั้น

 

ทุกท่านเองอาจลองตั้งเป้าหมายโดยใช้ Vision Board ดูได้นะคะ

ดิฉันหวังว่า Essay ของวันนี้จะเป็นประโยชน์สำหรับทุกท่านไม่มากก็น้อยค่ะ

 

Ampere
Author: Ampere

ทิ้งคำตอบไว้

กรุณาใส่ความคิดเห็นของคุณ!
กรุณาใส่ชื่อของคุณที่นี่