สวัสดีค่ะทุกท่าน 

 

Essay ในครั้งนี้เป็น Essay แรกของปี 2564 ซึ่งหัวข้อคือ “สิ่งที่ตัวเองรับรู้กับสิ่งที่คนอื่นรับรู้ไม่ตรงกัน 

 

สำหรับเดือนที่แล้ว ดิฉันมีโอกาสได้ไปเยี่ยมลูกค้าหลายท่านในช่วงสิ้นปี จากการที่ได้สนทนาทั้งเรื่องงานและเรื่องทั่วไป จึงรู้สึกได้ว่าลูกค้าแต่ละท่านมีความเข้าใจเกี่ยวกับภาพลักษณ์ของบริษัทดิฉันที่แตกต่างกันออกไป 

 

บริษัทของดิฉันดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับการแปลเอกสาร การจัดหาล่าม การจัดพิมพ์หนังสือ การให้คำปรึกษาด้านกฎหมายและ DTP แต่ก็มีบางท่านคิดว่าเป็น “บริษัทเกี่ยวกับกฎหมาย” หรือบางท่านก็คิดว่าเป็น “บริษัทแปลเอกสาร” พอคุยไปคุยมาจึงเข้าใจได้ว่าภาพลักษณ์ของบริษัทขึ้นอยู่กับบริการแรกที่ได้รับจากบริษัท (เช่น ลูกค้าที่สั่งแปลเอกสารก็จะมองว่าเป็น “บริษัทแปลเอกสาร”) 

 

เช่น เมื่อเจอกับใครสักคน และถามว่าคนนั้น (บุคคลที่สาม) ดูเป็นคนอย่างไร บางคนก็บอกว่า “ดูท่าทางใจดี” แต่อีกคนหนึ่งกลับบอกว่า “ดูท่าทางน่ากลัว” แน่นอนว่าไม่มีใครถูกใครผิด แต่ทั้ง “ดูท่าทางใจดี” และ “ดูท่าทางน่ากลัว” นั่นแหละที่ถูกทั้งคู่ เราจะรู้ภาพลักษณ์ของบริษัทและตัวเองได้จากมุมมองภายนอกก็ต่อเมื่อเราได้ฟังคำพูดของอีกฝ่าย 

 

ลูกค้าแต่ละท่าต่างก็มองภาพลักษณ์ของบริษัทดิฉันต่างกันออกไปราวกับจิ๊กซอว์ที่กระจัดกระจาย หากคิดในมุมของบริษัท เราจำเป็นต้องรวบรวมชิ้นส่วนแต่ละชิ้นเพื่อให้เกิดภาพลักษณ์และการเข้าใจที่ตรงกันเป็นสำคัญ ในครั้งนี้ ดิฉันมีโอกาสได้เจอกับลูกค้าหลายท่าน จึงเข้าใจภาพลักษณ์ของบริษัทได้มากขึ้น และได้ทำให้จุดที่บริษัทเป็นอยู่ในปัจจุบัน (= มุมมองจากอีกฝ่าย) มีความชัดเจนยิ่งขึ้น และรู้สึกได้ว่าเราต้องพยายามลดระยะห่างระหว่างการรับรู้ของตัวเองและอีกฝ่ายให้มากขึ้นค่ะ 

 

ดิฉันหวังว่าเรื่องนี้จะเป็นประโยชน์ต่อทุกท่านนะคะ 

Ampere
Author: Ampere

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here